เรื่องความแตกต่าง อนิเมะ(ANIME) กับ การ์ตูน

เรื่องความแตกต่าง อนิเมะ(ANIME) กับ การ์ตูน

เรื่องความแตกต่าง ในบรรดากลุ่มคนที่ชอบใจในการดู “Anime” ซึ่งเป็นซีรี่ย์การ์ตูนที่ออกอากาศทางอินเตอร์เน็ต หรือทางฟรีโทรทัศน์ คนจำนวนไม่น้อยก็ชอบเรียกตามแบบภาษาประเทศญี่ปุ่น

เป็น “Anime” บางบุคคลก็เรียกตามสมัยนิยมเก่าว่า “การ์ตูน” และมีคนไม่ใช่น้อยเรียกตามคำศัพท์เทคนิคคือ “Animation” เลยก็มี แต่ว่าสำหรับแฟนคลับที่สนใจกับการดูซีรี่ย์ 2 มิติเหล่านี้จะคุ้นชินเยอะที่สุดกับคำว่า “Anime” สำหรับพวกเขานั้น คำว่า “Anime และก็ การ์ตูน เป็นข้อแตกต่างกันมากมาย เป็นที่น่าสงสัยเช่นเดียวกันว่าในมุมมองของพวกเขาแล้วนั้น มันแตกต่างอย่างไร

ไม่ใช่ทีแรกของทุกคนที่พบกับความสับสนระหว่างคำว่า anime และก็การ์ตูนเพียงแต่เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็เป็นภาพเคลื่อนไหวที่เช่นเดียวกัน แต่มันก็มิได้มีความหมายว่า ทั้งคู่คำนี้จะสื่อความหมายที่เช่นกัน มีไม่เหมือนกันมากมายใน Anime แล้วก็การ์ตูน ตอนที่ทั้งคู่เป็นการ์ตูนที่บางครั้งอาจจะเคลื่อนไหวเหมือนกันก็จริง Anime ชอบมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันเป็นต้นว่า การออกแบบของนักแสดง การชี้แจงถึงความแตก-ต่างระหว่างทั้งคู่ เลยเริ่มจะมีจุดที่ชัดเยอะขึ้น Anime ที่มีการผลิตออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวเป็นเรื่องเป็นราวจากประเทศญี่ปุ่นนั้น มาในแบบที่ไม่เหมือนกันตลอดอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นโทรทัศน์ซีรีส์ อาทิเช่น ดราก้อนบอล, นารูโตะ, อื่นๆอีกมากมาย ที่จะมีมาทั้งยังแบบการเป็น Anime หนังสั้น รวมทั้งภาพยนตร์เรื่องยาว แต่ว่าการ์ตูนสองมิติปกตินั้นจัดว่าเป็นภาพอาร์ตที่แสดงภาพวาดที่ไม่ค่อยสมจริงสมจังหรือเป็นเพียงแค่ภาพเคลื่อนไหวแบบครึ่งเหมือนจริง

ตัวการ์ตูนที่ถูกออกแบบในการวาดออกมาเพื่อเป็น “การ์ตูน” มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป อีกทั้งรูปแบบของใบหน้าแล้วก็ทางกายภาพที่มีลักษณะไม่เหมือนจริงกับเรื่องจริงมากมาย ตัวอย่างเช่น ดวงตาขนาดใหญ่ของพวกเขารวมทั้งปากเล็กที่ถูกสร้างขึ้นเพราะว่าความน่ารักน่าเอ็นดู มือลักษณะต่างๆอื่นๆพวกเราสามารถเรียกได้ว่า การ์ตูนนั้นจะมีลักษณะทางกายภาพที่อยู่ห่างไกลจากความจริงมากยิ่งกว่า anime ตัวการ์ตูนยังบอกให้เห็นต่างกันของการแสดงออกทางสีหน้าแตกต่างกันไปได้ในขณะที่การ์ตูนนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น

การ์ตูนมีคอนเซ็ปต์หลักเป็นจะมีผลให้คนดุนั้นหัวเราะเพราะฉะนั้นประเภทส่วนมากของการ์ตูนนั้นจะเป็นภาพยนตร์ตลก แต่ยังมีการ์ตูนอีกมากมายที่มีการสร้างและออกแบบมันขึ้นมาก็เป็นเพื่อใช้สำหรับการเรียนการสอน เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็กตัวเล็กๆและก็เด็กวัยใกล้โต เป็นความสนุกสนานในฐานะที่เป็น “เพื่อน” ให้กับเด็กๆได้ ยกตัวอย่างเช่นมิกกี้เม้าส์, โดนัลดั๊ก , บักส์ บันนี อื่นๆอีกมากมาย

ซึ่งไม่เหมือนกับการ์ตูนประเภท Anime เพียงแต่หนึ่งหรือสองกรณี การออกแบบงาน Anime สามารถสร้างให้ยาวได้เป็นการ์ตูนฉายทางโทรทัศน์เป็นโทรทัศน์ซีรี่ย์และภาพยนตร์ภาพยนตร์ยาวได้ ทั้งหมดทั้งปวงขึ้นกับพล็อตของเรื่องราว อาทิเช่น โดราเอมอน หรือจะเป็น นารูโตะ อื่นๆอีกมากมาย Anime จะมีความใกล้ชิดและอิงเหตุการณ์ สถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมาก อิงเหตุผลที่จับจำเป็นต้องได้ มีความสมจริง หรืออิงปัญหาในชีวิตจริงหรือสิ่งที่มีความใกล้ชิดกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เป็นหลัก และมี Anime จำนวนมากที่ทำออกมาใกล้เคียงกับละครทีวีดราม่า เช่น ชีวิตในโรงเรียน ชีวิตคู่รัก, โรแมนติก, สยองขวัญ และอื่นๆอีกมากมาย

แต่ถ้าเกิดคุณมองทั้งสองอย่างแล้วนั้น หนแรกคุณอาจจะแยกความแตก-ต่างของทั้ง Anime และ การ์ตูนออกจากกันแทบไม่ได้เลยจริงๆแต่ถ้าลองพิจารณาดีๆแล้วนั้น ความชัดเจนในเรื่องความต่างระหว่างทั้งสองแบบนี้นั้น ก็เป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากชอบเห็นด้วยกันทั้งหมด ความสับสนระหว่างคำสองคำนี้ก็เลยสิ้นสุดลง แล้วก็ Anime กับการ์ตูน ก็เลยถูกแยกความคล้ายกันให้แตกต่างกันออกไปเลย

การ์ตูนนั้นมีการผลิตออกมาครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1499 อย่างไรก็ตาม Anime ของญี่ปุ่นเริ่มการผลิตขึ้นในช่วงต้น ศตวรรษที่ 20 เมื่อการถ่ายทำภาพยนตร์ประเทศญี่ปุ่นแล้วทดสอบด้วยการใช้เทคนิคที่แตกต่างออกไปเป็นวิธีการทำออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวที่สมจริงมากขึ้น โดยช่วงทศวรรษที่ 1930 ทางเลือกในการสร้างอุตสาหกรรมการผลิตภาพเคลื่อนไหว หรืองาน Animation ได้จัดตั้งขึ้น และก็ในฐานะที่การ์ตูนสองมิติที่ได้รับการวาดลงไปในหนังสือพิมพ์และก็หนังสือต่างๆเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก แล้วก็ถ้าว่างานการ์ตูนที่ถูกวาดลงไปในหนังสือนั้นถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวที่เหมือนจริงขึ้นมาได้นั้น ความน่าแปลกใจแล้วก็น่าดึงดูดก็จะมีเยอะขึ้นรวมทั้งสามารถเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่คนทั่วทั้งโลกจำเป็นจะต้องสนใจอย่างแน่นอน

ความแตก-ต่างที่ชัดเจน ลองมาดูตัวอย่างกันที่ ทอมแอนด์เจอร์รี่ และ Dragon Ball Z กันมอง คุณอาจจะมีความรู้สึกว่าข้อแตกต่างระหว่างซีรี่ย์ทั้งสองก็คือ ทั้งสองเป็นการ์ตูนที่วาดเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน ด้วยความสามารถการวาดภาพที่ดี, พื้นหลัง, มี Sound Effect เช่นเดียวกัน แต่มีความแตก-ต่างกันมาก ทั้งแนวคิดในการวางพล็อตเรื่อง อย่าง tom and Jerry นั้นเป็นเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสม่ำเสมอใดๆก็ตามกับเหตุที่เกิดขึ้นในตอนก่อน เหมือนเป็นโลกขนานกัน จบเป็นตอนๆไป แต่หากว่าเป็น Anime อย่าง Dragon Ball Z ทุกตอนนั้นเกี่ยวข้องกับตอนก่อนหน้านี้กันหมดและดำเนินเรื่องราวต่อเนื่องกันทุกตอน

และก็เพียงเท่านี้ พวกเราก็เลยสามารถรู้เรื่องได้อย่างง่ายดายเลยว่า ถ้าหากเป็นการ์ตูนทั่วๆไปนั้น จะหาเรื่องความสมจริงสมจังหรือความสมเหตุสมผลไม่ได้เลย ตลอดตัวละคร เหตุ การออกแบบ ความเกี่ยวเนื่อง แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็น Anime นั้น จะพอดีด้วยเหตุผลรวมทั้งความสมจริงสมจังมากกว่านั่นเอง

แหล่งที่มา dynamicwork